Skip Navigation Links
Download
ประเทศไทยควรจัดการน้ำในช่วงภัยแล้งอย่างไร
โดย
15/8/2555

ประเทศไทยควรจัดการน้ำในช่วงภัยแล้งอย่างไร*

 

ประเด็นสำคัญ

·        การขาดแคลนน้ำเริ่มเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งและต่อเนื่องยาวนานมากขึ้น ทำให้เกิดการช่วงชิงทรัพยากรน้ำระหว่างชุมชนเมือง อุตสาหกรรม และชนบท และการใช้ทรัพยากรน้ำของประเทศส่วนใหญ่มีการเข้าถึงโดยเสรีซึ่งเป็นระบบที่ขาดความเป็นธรรม ทำให้เกิดความกดดันต่อระบบบริหารจัดการน้ำแบบกำกับและควบคุม การกำหนดสิทธิการใช้น้ำนับเป็นนวัตกรรมเชิงนโยบายสำหรับการบริหารทรัพยากรน้ำเพื่อลดความขัดแย้งในสังคม มีการซื้อขายสิทธิในการใช้น้ำตามกลไกอุปสงค์อุปทาน โดยมีกฎหมายและข้อบัญญัติรองรับ

·        ภาคการเกษตรใช้น้ำกว่าร้อยละ 90 ของน้ำทั้งหมด ดังนั้นสถานการณ์การขาดแคลนน้ำของประเทศไทยจึงขึ้นอยู่กับความต้องการของภาคเกษตร โดยเฉพาะการผลิตข้าว เมื่อเทียบกับประเทศที่เป็นคู่แข่งขันในการส่งออกข้าวกับไทย พบว่าประเทศไทยต้องเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้น้ำเพื่อเป็นผู้นำในการผลิตสินค้าเกษตรในตลาดโลกให้ได้ ทางเลือกในการจัดการน้ำ ได้แก่ การพัฒนาทางด้านเทคโนโลยีการเกษตร มีวิธีการใช้ที่ดินและน้ำร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ เลือกปลูกพืชพันธุ์ที่ใช้น้ำน้อยหรือปลูกพืชที่ให้ผลกำไรสูง มีการกักเก็บน้ำให้มีประสิทธิภาพ และลดมลพิษทางน้ำ เป็นต้น

·        การสนับสนุนการเพิ่มผลผลิตเพื่อสร้างความมั่นคงด้านอาหารและพลังงานแก่ประเทศทำได้โดยการเพิ่มพื้นที่ชลประทานและประสิทธิภาพการกระจายน้ำของระบบชลประทานอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม ร่วมกับการพัฒนาปรับปรุงและฟื้นฟูแหล่งน้ำเพื่อเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนที่เหมาะสมกับระบบนิเวศ ภูมิสังคม เศรษฐกิจและความต้องการร่วมกันของชุมชนท้องถิ่นและผู้มีส่วนได้เสีย

·        การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำและการชลประทาน ควรพิจารณาจากค่าประสิทธิภาพการใช้น้ำทางเศรษฐศาสตร์ด้วย โดยจัดระบบการกระจายน้ำให้เหมาะสมในทุกภาคส่วน ใช้หลักการลดการใช้ซ้ำ และการนำกลับมาใช้ใหม่ และจัดทำข้อมูลการใช้น้ำ (Water Footprint)

·        ควรมีการจัดทำแผนแม่บทโครงสร้างพื้นฐานด้านทรัพยากรน้ำ เพื่อให้มีน้ำสะอาดในการอุปโภคบริโภคอย่างทั่วถึง และควรมีการบรรจุหลักสูตรความรู้เรื่องน้ำในทุกระดับการศึกษา สนับสนุนการวิจัย สนับสนุนและกำหนดรูปแบบการมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประชาชน

 

* Policy Brief ฉบับนี้สรุปและเรียบเรียงจากรายงานการวิจัยเรื่อง “โครงการแนวนโยบายการจัดการน้ำสำหรับประเทศไทย” ของ มิ่งสรรพ์ ขาวสอาด และคณะ (2544) และเอกสารอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง (ดู เอกสารอ้างอิง) (ดร.นฤกมล จันทร์จิราวุฒิกุล ผู้สรุปและเรียบเรียง)

1. บทนำ

ประเทศไทยจัดได้ว่าเป็นประเทศที่มีทรัพยากรน้ำอุดมสมบูรณ์และมีสัดส่วนในการกักเก็บน้ำในระดับสูง วิกฤตการณ์น้ำที่เกิดขึ้นในอดีตส่วนใหญ่เป็นปัญหาการขาดแคลนน้ำในฤดูแล้งตามวงจรของธรรมชาติ แต่ปัจจุบันการขาดแคลนน้ำนอกจากจะเกิดตามฤดูกาลแล้ว ยังเกิดจากปริมาณฝนที่แปรปรวนเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศซึ่งส่งผลกระทบต่อปริมาณน้ำท่าและน้ำใต้ดินในระยะยาว เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ประเทศไทยมีแนวโน้มประสบปัญหาภัยแล้งบ่อยครั้งและทวีความรุนแรงมากขึ้น ประกอบกับความต้องการใช้น้ำที่เพิ่มสูงขึ้น ทำให้เกิดความไม่สมดุลของปริมาณน้ำจนส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของคนในชาติ เกิดความเสื่อมโทรมของระบบนิเวศและสภาพแวดล้อม

การใช้น้ำในภาคเศรษฐกิจต่างๆ ของประเทศสามารถแบ่งออกได้เป็น 5 ประเภท คือ (1) การใช้น้ำเพื่อการเกษตร-ชลประทานและการปศุสัตว์ (2) การใช้น้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค (3) การใช้น้ำในโรงงานอุตสาหกรรมและการท่องเที่ยว (4) การใช้น้ำในการผลิตไฟฟ้า และ (5) การใช้น้ำในการรักษาสมดุลนิเวศท้ายน้ำ ซึ่งการใช้น้ำสามประเภทแรกถือเป็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุดของประเทศ มีการคาดการณ์ว่าความต้องการใช้น้ำจะเพิ่มขึ้นจาก 57,452 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี ในปี 2551 เป็น 65,452 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี ในปี 2559 โดยภาคกลางมีความต้องการใช้น้ำมากที่สุด รองลงมาคือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคใต้ ตามลำดับ ทั้งนี้ หมู่บ้านที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดภัยแล้งในระดับปานกลางถึงระดับรุนแรงมีประมาณร้อยละ 34.0 ของจำนวนหมู่บ้านทั้งประเทศ โดยลุ่มน้ำภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีความเสี่ยงมากที่สุด ความเข้มข้นของกิจกรรมต่างๆ ที่ต้องการน้ำ ทั้งบริเวณต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ทำให้สถานการณ์การใช้น้ำของประเทศไทยเข้าสู่ภาวะตึงเครียดและเกิดปัญหาการจัดสรรน้ำ โอกาสที่ความรุนแรงของปัญหาการขาดแคลนน้ำ และความขัดแย้งจากการแย่งชิงน้ำระหว่างลุ่มน้ำและระหว่างภาคการผลิตจะเพิ่มสูงขึ้นในทุกสาขาการผลิต

แนวทางการบริหารจัดการน้ำของประเทศไทยเมื่อเกิดภาวะขาดแคลนน้ำคือการพยายามจัดหาน้ำให้มากขึ้นและเพียงพอต่อความต้องการ โดยกรมชลประทานเป็นหน่วยงานหลักที่ทำหน้าที่ดูแลจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ ซึ่งแต่เดิมเคยมีหน้าที่จัดหาน้ำ เช่น การสร้างเขื่อนเพื่อกักเก็บน้ำรวมถึงอ่างเก็บน้ำ และการจัดการน้ำในระบบชลประทาน ปัจจุบันประเทศไทยมีความสามารถเก็บกักน้ำเพื่อนำมาใช้งานได้ในฤดูแล้ง 74,000 ล้านลูกบาศก์เมตร แต่สามารถใช้ได้จริงเพียงปีละประมาณ 55,000 ล้านลูกบาศก์เมตร และใช้ได้เฉพาะในพื้นที่ชลประทานเท่านั้น แต่เมื่อความต้องการน้ำมากขึ้นเป็นลำดับจนเกิดภาวะขาดแคลนน้ำ กรมชลประทานต้องทำหน้าที่จัดสรรทรัพยากรน้ำด้วย

Policy Brief ฉบับนี้ นำเสนอข้อค้นพบและข้อเสนอแนะจากโครงการวิจัยเรื่อง แนวนโยบายการจัดการน้ำสำหรับประเทศไทย ซึ่งศึกษาปัญหานโยบายและการจัดการทรัพยากรน้ำในภาพรวมโดยใช้วิธีการทางเศรษฐศาสตร์ โดยต้องการหากติกาในการจัดสรรน้ำ บริหารจัดการทรัพยากรน้ำ หาแนวทางในการใช้น้ำให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อสังคม สร้างความเป็นธรรมระหว่างผู้ใช้น้ำ และเป็นแนวทางที่ได้อนุรักษ์ทรัพยากรน้ำให้ยั่งยืนด้วย โดยเนื้อหาในการนำเสนอครั้งนี้จะไม่ครอบคลุมถึงผลกระทบจากการสร้างเขื่อนเพื่อเป็นแหล่งกักเก็บน้ำ

 

2. ปัญหาการจัดการน้ำของประเทศไทย

ความขัดแย้งด้านการจัดสรรน้ำได้กลายเป็นปัญหาสำคัญระหว่างเมืองกับชนบท ภาคการเกษตรกับอุตสาหกรรม โดยเกิดปมขัดแย้งระหว่างประชาชน ประชาชนกับรัฐ และระหว่างหน่วยงานของรัฐเอง (มิ่งสรรพ์, 2538) ประเด็นปัญหาของการจัดการน้ำในภาวะขาดแคลนน้ำ ได้แก่

 

(1)       การเปิดให้เข้าถึงการใช้น้ำได้โดยเสรีและขาดกติกาการจัดสรรน้ำ

การใช้ทรัพยากรน้ำของประเทศไทยเป็นการเข้าถึงโดยเสรีและขาดกติกาการจัดสรรน้ำที่ดี การให้เข้าถึงน้ำโดยเสรีนี้เป็นการปล่อยให้ผู้มีเทคโนโลยีสูงกว่า ผู้มีกำลังทรัพย์มากกว่า ผู้มีแรงงาน และผู้มีอำนาจทางการเมืองมากกว่าเป็นผู้ได้เปรียบในการใช้ทรัพยากรน้ำ ก่อให้เกิดปัญหาทั้งในด้านความมีประสิทธิภาพการใช้น้ำและความชอบธรรม จึงทำให้เกิดความกดดันต่อระบบบริหารจัดการน้ำแบบกำกับและควบคุม โดยวิธีการที่ประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการใช้น้ำมักใช้คือการหาทางเข้าสู่อำนาจรัฐส่วนอื่นๆ หรือแสวงหาการสนับสนุนจากโครงสร้างอำนาจที่ได้เปรียบในท้องถิ่น มีการรวมตัวกันเรียกร้องและประท้วงรัฐบาลเป็นระยะเวลานาน เกิดการต่อต้านและปฏิเสธอำนาจรัฐ ทำให้เจ้าพนักงานของรัฐไม่อาจดำเนินงานได้ตามปกติ 

 

(2)       ความไม่มีเอกภาพ การไม่ให้ความสำคัญ และความไม่มั่นคงของนโยบายเกี่ยวกับทรัพยากรน้ำ

แม้ประเทศไทยจะมีนโยบายและกฎหมายเกี่ยวกับน้ำหลายฉบับ และมีองค์กรจัดการน้ำของรัฐหลายองค์กร แต่การจัดการน้ำของไทยยังมีปัญหาความขัดแย้งทุกระดับดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น จึงกล่าวได้ว่านโยบายเหล่านั้นยังไม่มีประสิทธิภาพ เนื่องจากการดำเนินนโยบายยังขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน มาตรการหรือแนวนโยบายมีโครงสร้างอำนาจการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำที่ผูกขาดและเหลื่อมล้ำเน้นการบริหารงานแบบศูนย์กลาง รัฐบาลดำเนินการแก้ไขปัญหาที่เกิดจากภัยแล้งแต่เพียงการเยียวยาช่วยเหลือผู้ประสบภัยแบบปลายเหตุ นอกจากนี้การเปลี่ยนรัฐบาลบ่อยเป็นความไม่มั่นคงทางการเมืองทำให้การดำเนินนโยบายต่างๆ ที่เกี่ยวกับทรัพยากรน้ำไม่ต่อเนื่องและขาดเสถียรภาพ

 

(3)       การไม่ได้นำการจัดการด้านอุปสงค์ (Demand Management) มาใช้ในการจัดสรรน้ำ

การขยายกำลังการกักเก็บน้ำโดยการสร้างเขื่อนที่ผ่านมามักยึดถือหลักเกณฑ์เฉพาะทางด้านวิศวกรรม อุทกวิทยาและผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ ทำให้เมื่อดำเนินการสร้างเขื่อนแล้วเกิดผลกระทบด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม รวมถึงการเกิดข้อพิพาทระหว่างรัฐกับกลุ่มอนุรักษ์ เป็นผลให้โครงการก่อสร้างเขื่อนในระยะต่อมาเกิดขึ้นได้ยาก

ปัญหาข้อขัดแย้งในการจัดสรรทรัพยากรน้ำส่วนหนึ่งมาจากการที่การจัดการชลประทานไม่ได้นำแนวทางการบริหารจัดการอุปสงค์มาปฏิบัติกันอย่างจริงจัง ทั้งนี้ประสิทธิภาพของการใช้น้ำทางเศรษฐศาสตร์จะต้องพิจารณาถึงต้นทุนส่วนเพิ่ม หรือผลผลิตส่วนเพิ่มที่เกิดจากการใช้น้ำในกิจกรรมนั้นๆ ที่เรียกว่าค่าประสิทธิภาพการใช้น้ำ

 

(4)       การวิเคราะห์สถานการณ์น้ำขาดการเชื่อมโยงข้อมูลและไม่เป็นองค์รวม

การจัดการน้ำของประเทศไทยขาดการเชื่อมโยงข้อมูลและองค์ความรู้ต่างๆ ในการวิเคราะห์สถานการณ์และการบริหารจัดการน้ำ รัฐไม่ได้มองภาพรวมของนิเวศลุ่มน้ำทั้งระบบ เช่น การใช้ประโยชน์ที่ดินระบบนิเวศป่าประเภทต่างๆ และผังเมืองกับผลกระทบต่อการไหลของน้ำ ปริมาณน้ำที่มีในแต่ละช่วงเวลาของปี ขาดข้อมูลเกี่ยวกับการใช้น้ำในภาคการเกษตร ไม่มีข้อมูลการใช้น้ำจริงๆ ของพืชแต่ละชนิด โดยเฉพาะพืชผักผลไม้ และพืชใหม่ๆ เช่น พืชกึ่งเมืองร้อน นอกจากนี้ยังขาดข้อมูลเกี่ยวกับการใช้น้ำและการวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์ในกิจการประเภทต่างๆ นอกภาคเกษตร ทำให้การประเมินการใช้น้ำไม่ถูกต้องเนื่องจากไม่มีข้อมูลในการพิจารณาที่รอบด้านเพียงพอ นอกจากนี้ในการดำเนินงานด้านการพัฒนาแหล่งน้ำและระบบน้ำมักไม่คำนึงถึงข้อจำกัดด้านนิเวศที่สอดคล้องกับวัฒนธรรมและการดำรงชีวิตของแต่ละท้องถิ่น ทำให้การวิเคราะห์สาเหตุของปัญหาภัยแล้งไม่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริง นำไปสู่การวางแผนบริหารจัดการน้ำที่ผิดพลาด

 

(5)       การเปลี่ยนแปลงไปของความต้องการใช้น้ำและการมีส่วนร่วมในการจัดการน้ำของประชาชน

การมีส่วนร่วมของประชาชนเกิดขึ้นทั้งในลักษณะการจัดการน้ำโดยชุมชนในท้องถิ่นและลักษณะที่หน่วยงานรัฐเป็นเจ้าภาพ สำหรับการจัดการน้ำโดยชุมชนท้องถิ่น โดยปกติจะมีระบบเหมืองฝาย[1]ทำให้ต้นทุนในการจัดการน้ำในพื้นที่นั้นค่อนข้างต่ำ ผู้ทำนาทุกคนมีสิทธิใช้น้ำอย่างเต็มที่ในฤดูฝน ส่วนการใช้น้ำในฤดูแล้งแก่เหมืองและแก่ฝาย[2]จะจัดสรรน้ำให้ผู้ที่ทำการปลูกพืช ผู้ใช้น้ำทุกคนจะมีส่วนร่วมในกิจกรรมเหมืองฝายตามกฎระเบียบที่เรียกว่าสัญญาเหมืองฝาย ซึ่งเป็นกฎกติกาที่สมาชิกผู้ใช้น้ำร่วมกันกำหนดขึ้น แต่ต่อมาเมื่อระบบเศรษฐกิจมีการขยายตัวเกษตรกรมีการปลูกพืชแบบเข้มข้นและยังทำการเพาะปลูกตลอดปีด้วย ทำให้มีความต้องการใช้น้ำมากขึ้นปัญหาการขาดแคลนน้ำในฤดูแล้งจึงรุนแรงขึ้น และเมื่อสภาพสังคมเปลี่ยนแปลงไปมากขึ้นๆ แรงดึงดูดนอกภาคเกษตรทำให้แรงงานหนุ่มสาวออกจากชนบทเข้าไปทำงานและอาศัยอยู่ในเมือง เมื่อแรงงานไม่เพียงพอชาวบ้านที่เหลืออยู่ได้แสวงหานวัตกรรมมาเป็นเครื่องมือในการจัดการน้ำ เช่น การใช้ระบบแรงงานรับจ้างแทนแรงงานครอบครัวซึ่งเงินค่าจ้างมาจากรายได้ทางอื่น การจ้างผู้จัดการเหมืองแทนการเลือกตั้งแก่เหมืองและแก่ฝาย และขณะเดียวกันคนในพื้นที่บางส่วนได้ขายที่ดินตนเองให้บุคคลภายนอกซึ่งมักจะเปลี่ยนรูปแบบการใช้ที่ดินโดยไม่ได้ใช้ที่ดินเพื่อทำการเกษตรลักษณะเดิมอีกต่อไป ทำให้มีผู้ใช้น้ำที่ไม่ใช่สมาชิกองค์กรหมู่บ้านเกิดขึ้นและมากขึ้นเรื่อยๆ โดยผู้ใช้น้ำเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องยึดถือจารีตของชุมชน ทำให้ความเข้มแข็งของการจัดสรรน้ำในองค์กรหมู่บ้านลดลง

ส่วนการให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากรน้ำกับหน่วยงานของรัฐ ในยุคแรกเมื่อกรมชลประทานได้จัดตั้งโครงการชลประทานขึ้น ก็ได้มีความพยายามที่จะตั้งสมาคมผู้ใช้น้ำมาโดยตลอด แต่ไม่ประสบผลสำเร็จ เพราะผู้ใช้น้ำไม่เห็นประโยชน์ของสมาคม เนื่องจากกรมชลประทานได้ให้บริการอยู่ค่อนข้างครบถ้วนแล้ว ในปัจจุบันแนวความคิดเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของประชาชนได้มีมิติที่หลากหลายขึ้น แรงกดดันจากขบวนการต่อสู้เพื่อสิทธิของชุมชนได้เรียกร้องให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการรับรู้ถึงการตัดสินใจเกี่ยวกับโครงการสาธารณะขนาดใหญ่ และแสดงความคิดเห็นที่เกี่ยวกับผลกระทบต่อการดำรงชีพของตน

การเปลี่ยนแปลงไปของสังคมมีผลต่อรูปแบบการมีส่วนร่วมในการจัดการน้ำของประชาชน วิธีการบริหารจัดการน้ำตามไม่ทันการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม หากยังใช้แนวนโยบายและมาตรการจัดการแบบเดิมจะไม่สามารถบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพได้

 

3. แนวทางในการจัดสรรน้ำสำหรับภัยแล้ง

1.       การประเมินความเสี่ยง

ประเทศไทยมีปัญหาการจัดการน้ำระดับปานกลางและมีความมั่นคงด้านน้ำค่อนข้างสูง เมื่อเทียบกับประเทศที่เป็นคู่แข่งขันในการส่งออกข้าวกับไทย เช่น สหรัฐอเมริกาซึ่งมีอุปทานน้ำและความมั่นคงด้านน้ำสูงกว่าไทย ส่วนประเทศจีน เวียดนาม กัมพูชาและพม่า ซึ่งเป็นประเทศคู่แข่งในเอเชียนั้นมีศักยภาพน้ำสูงกว่าไทย แต่มีกำลังกักเก็บต่ำกว่าไทย (ตารางที่ 1)

 

ตารางที่ 1 ตัวชี้วัดความมั่นคงด้านน้ำของบางประเทศในปี พ.ศ. 2538

 

ประเทศ

ปริมาณน้ำหมุนเวียนรายปี (ล้าน ลบ. ม.)

ปริมาณการใช้น้ำรายปี (ล้าน ลบ.ม.)

ปริมาณน้ำที่กักเก็บไว้ (ล้าน ลบ.ม.)

ปริมาณการใช้น้ำต่อปริมาณน้ำหมุนเวียน

ปริมาณที่เก็บกักต่อปริมาณน้ำหมุนเวียน

COV

ปริมาณน้ำที่ได้จากต่างประเทศ

(% ของปริมาณน้ำหมุนเวียนรายปี)

GDP Per Capita ปี 2537($)

สหรัฐอเมริกา

2,478,000

492,259

898,000

0.20

0.3600

0.05

1

25,880

ไทย

2,800,000

504,315

279,122

0.18

0.1000

0.11

0

530

เวียดนาม

179,000

35,042

58,660

    0.20*

0.3300

0.10

0

200

กัมพูชา

498,100

660

237

0.001

0.0005

0.12

82

230

เมียนมาร์

1,082,000

4,694

2,324

0.004

0.0021

0.13

0

660

 

หมายเหตุ: * เป็นข้อมูลในปี พ.. 2538 ที่ใช้ข้อมูลในปี พ.. 2541

ที่มา: Stockholm Environment Institute, 1997

 

สถานการณ์ที่ขาดแคลนน้ำย่อมมีวิธีการจัดการและกลไกที่แตกต่างกัน ดังนั้นเราต้องประเมินสถานการณ์ให้ใกล้เคียงความเป็นจริงมากที่สุดจึงจะประเมินความเสี่ยงได้ถูกต้อง ภาคการเกษตรใช้น้ำกว่าร้อยละ 90 ของน้ำทั้งหมด ดังนั้นสถานการณ์การขาดแคลนน้ำจึงขึ้นอยู่กับความต้องการของภาคเกษตรโดยเฉพาะข้าวเป็นสำคัญ ข้าวนับว่าเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญมาก นอกจากจะเป็นพืชอาหารที่คนไทยบริโภคเป็นหลักแล้วข้าวยังเป็นสินค้าส่งออกที่ทำรายได้ให้กับประเทศลำดับต้นๆ อีกด้วย แต่ข้าวเป็นพืชที่ใช้น้ำมาก หากความต้องการข้าวในตลาดโลกสูงขึ้นข้าวมีราคาดี การปลูกข้าวจะยิ่งเข้มข้นขึ้น พื้นที่ส่วนใหญ่ทำนาได้เพียงปีละครั้ง แต่บางพื้นที่ปลูกข้าวถึงสองครั้งในรอบปีและบางพื้นที่ปลูกข้าวถึงห้าครั้งในระยะเวลาสองปี นอกจากนี้ชาวนาในบางพื้นที่ยังพยายามที่จะทำนาโดยใช้น้ำใต้ดินเป็นน้ำสำรองเพื่อปลูกข้าว แสดงให้เห็นว่าประสิทธิภาพการใช้น้ำของชาวนามีความแตกต่างกัน และก่อให้เกิดความขัดแย้งขึ้น ความขัดแย้งด้านการจัดสรรน้ำได้กลายเป็นปัญหาสำคัญในภาคการเกษตร

 

2.       การพัฒนาปรับปรุงและฟื้นฟูแหล่งน้ำ

การพัฒนาปรับปรุงและฟื้นฟูแหล่งน้ำเพื่อเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนในแหล่งน้ำที่มีศักยภาพในการกักเก็บน้ำต้องเหมาะสมกับระบบนิเวศ ภูมิสังคม เศรษฐกิจ และความต้องการร่วมกันของชุมชนท้องถิ่นและผู้มีส่วนได้เสีย การสนับสนุนการเพิ่มผลผลิตเพื่อสร้างความมั่นคงด้านอาหารและพลังงานแก่ประเทศทำได้โดยการเพิ่มพื้นที่ชลประทานและประสิทธิภาพการกระจายน้ำของระบบชลประทานอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม การพัฒนาแหล่งน้ำตามแนวพระราชดาริ ทั้งแหล่งน้ำผิวดิน แหล่งน้ำบาดาล แหล่งน้ำชุมชนและแหล่งน้ำในไร่นา รวมทั้งแก้มลิงและฝายชะลอน้ำ ตลอดจนการผันน้ำระหว่างลุ่มน้ำทั้งภายในและระหว่างประเทศให้สอดคล้องกับศักยภาพของพื้นที่ ควบคู่กับการจัดการความต้องการใช้น้ำ โดยคำนึงถึงความสมดุลและเป็นธรรมในการจัดสรรน้ำให้ภาคการใช้น้ำต่างๆ กับปริมาณน้ำต้นทุนที่มีอยู่ และความพร้อมของประชาชนในพื้นที่

 

3.       การจัดสรรทรัพยากรน้ำระหว่างผู้ใช้น้ำ

แนวทางการจัดสรรทรัพยากรน้ำอย่างมีประสิทธิภาพระหว่างผู้ใช้น้ำด้วยกันมี 2 วิธี คือ (1) การใช้มาตรการค่าน้ำโดยให้ผู้ใช้น้ำมีส่วนในการรับผิดชอบในต้นทุนในการจัดการ การดำเนินการ และต้นทุนทางสังคมที่เกิดขึ้น โดยการเสียค่าน้ำในอัตราที่เหมาะสม ซึ่งต้องมีการพิจารณาปัจจัยหลายประการ เช่น ระบบการส่งน้ำ ควบคุมน้ำ การยอมรับและการเตรียมความพร้อมในทุกระดับ เป็นต้น และ (2) การใช้กลไกของตลาดโดยทำการซื้อขายสิทธิในการใช้น้ำ กลไกของตลาดจะเกิดได้ก็ต่อเมื่ออุปสงค์ของน้ำมีมากกว่าอุปทานของน้ำ และต้องมีการกำหนดสิทธิของน้ำไว้อย่างชัดเจน มีโครงสร้างของระบบพื้นฐานของระบบชลประทานเพียงพอในการซื้อขายส่งน้ำและวัดปริมาตรน้ำ มีกฎหมายและข้อบัญญัติรองรับ มีแนวทางในการแก้ปัญหาความขัดแย้ง มีแนวทางในการจัดสรรน้ำเมื่ออุปทานน้ำน้อยหรือมากเกินไปได้อย่างเสมอภาค มีความสอดคล้องกับวัฒนธรรมและขนบธรรมเนียมประเพณีของท้องถิ่น

 

4.       การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำและการชลประทาน

การวัดประสิทธิภาพของการชลประทานทำได้โดยกำหนดขอบเขตที่แน่นอน และพิจารณาถึงผู้ได้รับประโยชน์จากการชลประทาน ทั้งทางด้านเวลาและสถานที่ คือ effective irrigation efficiency เป็นการพิจารณาน้ำที่ไหลเข้าและไหลออกจากระบบ ในทำนองเดียวกัน ตัวบ่งชี้ประสิทธิภาพในระดับลุ่มน้ำจะต้องพิจารณาถึงน้ำไหลกลับและการนำน้ำมาใช้อีก มีการวัดผลิตภาพของน้ำในขบวนการผลิต เป็นการวัดมูลค่าที่แท้จริงจากการใช้น้ำหนึ่งหน่วย เมื่อน้ำเป็นปัจจัยการผลิตปัจจัยหนึ่ง เช่น ผลผลิตข้าวต่อน้ำหนึ่งหน่วย ซึ่งปริมาตรน้ำดังกล่าวได้รวมเอาผลของประสิทธิภาพของการชลประทานเข้าไปด้วย

การเพิ่มประสิทธิภาพของการชลประทานที่ถูกต้องทำได้โดยการประหยัดน้ำที่สามารถก่อให้เกิดประโยชน์จากการใช้น้ำเพิ่มขึ้น เช่น การเพิ่มผลผลิตต่อปริมาณน้ำ การลดปริมาณน้ำที่สูญหายไปจากระบบและไม่สามารถนำกลับมาใช้ได้อีก การไม่ก่อให้เกิดปัญหาคุณภาพน้ำ นอกจากนี้การเพิ่มประสิทธิภาพควรพิจารณาจากค่าประสิทธิภาพการใช้น้ำทางเศรษฐศาสตร์ซึ่งเป็นข้อมูลสนับสนุนที่สำคัญในการบริหารจัดการน้ำ การจัดสรรน้ำในกรณีน้ำมีปริมาณจำกัด โดยยึดหลักที่ว่าผลตอบแทนต่อน้ำของผู้ใช้น้ำทุกกลุ่มจะต้องเท่ากัน โดยจัดระบบการกระจายน้ำให้เหมาะสมในทุกภาคส่วน ทั้งภาคเกษตร อุตสาหกรรม และอุปโภคบริโภค ใช้หลักการลดการใช้ซ้ำ และการนำกลับมาใช้ใหม่ และจัดทำข้อมูลการใช้น้ำ (Water Footprint)

การพัฒนาทางด้านเทคโนโลยีการเกษตรมีความสำคัญในการเพิ่มผลิตภาพของน้ำ เช่น การพัฒนาพันธุ์พืชที่ให้ผลผลิตสูง พันธุ์พืชอายุสั้นจะใช้น้ำน้อยกว่าพันธุ์พืชอายุยาว วิธีทางเขตกรรม เป็นต้น ทางเลือกในการจัดการน้ำภาคการเกษตรอื่นๆ ได้แก่ การลดความต้องการและการปรับโครงสร้างการเกษตรไปหาพืชที่ใช้น้ำน้อยในฤดูแล้ง การลดการสูญเสียน้ำอันเนื่องมาจากการระเหย การเคลื่อนย้ายน้ำจากการเพาะปลูกที่มีมูลค่าต่ำไปยังการเพาะปลูกที่มีมูลค่าสูง การลดมลพิษทางน้ำและการจัดการน้ำอย่างบูรณาการ ต้องหาวิธีกักเก็บน้ำให้มีประสิทธิภาพ การจัดการใช้ที่ดินและน้ำร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นต้น

การจัดการการผลิตภายในโรงงานอุตสาหกรรมที่ดีสามารถทำให้ความต้องการใช้น้ำเพื่อการอุตสาหกรรมลดลงได้ เช่น การใช้โรงงานให้เต็มความสามารถ หรือการเลือกใช้เทคโนโลยีจากต่างประเทศหรือโรงงานที่มีเจ้าของเป็นชาวต่างประเทศจะมีการใช้น้ำที่ประหยัดกว่าการที่เจ้าของเป็นคนไทย เป็นต้น

 

5.       การจัดทำแผนแม่บทโครงสร้างพื้นฐานด้านทรัพยากรน้ำและการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ

ควรมีการจัดทำแผนแม่บทโครงสร้างพื้นฐานด้านทรัพยากรน้ำ เพื่อให้มีน้ำสะอาดในการอุปโภค บริโภคอย่างเป็นระบบโดยจัดการน้ำผิวดินและน้ำใต้ดินอย่างผสมผสานตามศักยภาพของพื้นที่ เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงน้ำสะอาดได้อย่างทั่วถึง และให้มีการปรับปรุง พระราชบัญญัติน้ำและพระราชบัญญัติอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยให้มีการทำประชาพิจารณ์ร่างพระราชบัญญัติอย่างกว้างขวาง ควรมีการคุ้มครองพื้นที่อนุรักษ์และระบบนิเวศที่เปราะบางและมีความหลากหลายทางชีวภาพโดยพื้นที่ต้นน้ำ ส่งเสริมการอนุรักษ์ป่าในท้องถิ่นโดยองค์กรชุมชน

 

6.     การให้ความรู้เกี่ยวกับทรัพยากรน้ำและสนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชน

ควรมีการบรรจุหลักสูตรความรู้เรื่องน้ำในทุกระดับการศึกษาเพื่อให้ประชาชนตระหนักถึงความสำคัญของทรัพยากรน้ำและสิทธิหน้าที่ของตนเอง ให้ความรู้เรื่องกฎหมาย มีการประชาสัมพันธ์และการให้ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับเรื่องน้ำต่อสาธารณชนและแก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเพียงพอและต่อเนื่อง รวมทั้งปลูกจิตสำนึกแก่สาธารณชนในการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพและการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ สนับสนุนและกำหนดรูปแบบการมีส่วนร่วมของประชาชนในการป้องกันภัยแล้งและบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ

สนับสนุนงานวิจัยเกี่ยวกับทรัพยากรน้ำ โดยจัดงบประมาณสนับสนุนการวิจัย เพื่อให้มีข้อมูลสนับสนุนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำที่ถูกต้องและเหมาะสมกับประเทศ

สนับสนุนให้มีการถ่ายทอดความรู้และแนะแนวทางแก่เกษตรกรถึงวิธีเขตกรรมที่ใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งเสริมให้เกษตรกรเข้าถึงเทคโนโลยีการเกษตรที่ทันสมัยโดยมีทางเลือกในการทำการปลูกพืชที่สร้างรายได้สูง ใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ก่อให้เกิดมลพิษทางน้ำ เป็นต้น

 

 

เอกสารอ้างอิง

 

มิ่งสรรพ์ ขาวสอาด และคณะ. 2544. โครงการแนวนโยบายการจัดการน้ำสำหรับประเทศไทย เล่ม 1. สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.

มิ่งสรรพ์ ขาวสะอาด. 2538. ภาพรวมของปัญหาการจัดการน้ำในประเทศไทย ใน มิ่งสรรพ์ ขาวสอาด และอดิศร์ อิศรางกูร ณ อยุธยา บรรณาธิการ. ปัญหาการจัดการและความขัดแย้งเรื่องน้ำ การสำรวจพรมแดนแห่งความรู้ กรุงเทพฯ: ฝ่ายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย.

Stockholm Environment Institute. 1997. Comprehensive Assessment of the Freshwater Resources of the World. UN/UNDP/UNEP/FAO/UNESCO/WMO/WB/WHO/UNIDO. Stockholm Environment Institute/World Meteorological Organization.

 

เว็บไซต์

http://wqm.pcd.go.th/water/ images/stories/domestic/2555/55-05.pdf

http://www.manager.co.th/daily/ViewNews.aspx?NewsID=9540000088888

http://www.manager.co.th/daily/ViewNews.aspx?NewsID=9540000116459

http://www.fm100cmu.com/programs_detail.php?id_sub_group=58&id=539



[1] เหมือง หมายถึง คลองส่งน้ำที่ขุดขึ้นเพื่อรับน้ำจากการทดน้ำบริเวณฝายเป็นการผันน้ำจากแม่น้ำไปสู่แหล่งเพาะปลูก ฝาย หมายถึงเขื่อนหรืออาคารกั้นน้ำที่ทำขึ้นขวางลำน้ำเพื่อทดน้ำให้มีระดับสูงขึ้นจนถึงระดับที่ต้องการแล้วปล่อยให้ไหลผ่านลำเหมืองหรือคลองส่งน้ำ

[2]แก่เหมือง - แก่ฝาย" เป็นคนในท้องถิ่นที่ได้รับการคัดเลือกให้เป็นหัวหน้า ทำหน้าที่ควบคุมดูแลสมาชิกในเหมืองส่งน้ำแต่ละสาย ให้จัดสรรการใช้น้ำอย่างทั่วถึงและยุติธรรม